TAX  TIPS
TOPIC

เลือกรูปแบบองค์กรและประเภทธุรกิจอย่างไร จึงจะมีประโยชน์สูงสุด
อายุความประเมิน การออกหมายเรียกตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมิน มีสิทธิตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี?
วางแผนเอกสารรายจ่าย ทำอย่างไรให้สรรพการยอมรับ
การนำใบกำกับภาษีซื้อมาใช้เหลื่อมเดือน มีหลักเกณฑ์นับจำนวนเดือนอย่างไร
จ่ายค่ารับรองอย่างไรไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
ตารางสรุปภาษีหัก ณ ที่จ่าย และกำหนดเวลาหักหนังสือรับรองให้ผู้รับ




"เลือกรูปแบบองค์กรและประเภทธุรกิจอย่างไร จึงจะมีประโยชน์สูงสุด?"

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการวางแผนภาษี คือการเลือกประกอบธุรกิจอย่างไรดีจึงจะทำให้มีต้นทุนต่ำและกำไรสูง และเหมาะสมกับสถานะภาพของกิจการ

  1. เลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจ  ต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่การจัดตั้งรูปแบบของการประกอบการ ว่ามีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ดังนี้
    • จัดตั้งในรูปบุคคลธรรมดา ได้แก่ บุคคลธรรมดา, ห้างหุ้นส่วนสามัญ, คณะบุคคล
    • จัดตั้งในรูปนิติบุคคล ได้แก่ บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน, หจก., ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติฯ, มูลนิธิสมาคม, กิจการร่วมค้า, กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน(BOI), กิจการ Holding Company เป็นต้น

    เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการเลือกรูปแบบองค์กร

      รายละเอียด เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด
    1. เงินลงทุน มีเงินทุนจำกัด ระดมทุนได้มากขึ้น ระดมทุนได้ง่ายและมาก
    2. การบริหารงาน มีอำนาจเต็มที่ ต้องปรึกษากับหุ้นส่วน บริหารโดยคณะกรรมการบริษัท
    3. ความรับผิดในหนี้สิน เต็มจำนวน เต็มจำนวน/จำกัด เฉพาะมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ
    4. ผลกำไรขาดทุน ไม่ต้องแบ่งใคร เฉลี่ยให้ผู้เป็นหุ้นส่วน จ่ายเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่ถือ
    5. ภาษีเงินได้ ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37% ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37% ถ้าจดเป็นนิติฯ จะเสีย 15%-30% กรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี อัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ (SME เสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า 15%-30%) ในกรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี
    6. ความน่าเชื่อถือ น้อย ปานกลาง มาก

     

  2. เลือกประเภทธุรกิจ เพราะประเภทธุรกิจมีผลต่อการจัดทำบัญชี และเสียภาษีต่างกัน อาทิเช่น
    • ประเภทธุรกิจขายสินค้า ได้แก่ ธุรกิจผลิตสินค้า, ซื้อมาขายไป, นำเข้าส่งออก, เช่าซื้อผ่อนชำระ, อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
    • ประเภทธุรกิจบริการ ได้แก่ ธุรกิจภัตตาคาร, โรงแรม, รับจ้างทำของ, ซ่อมแซม, รับเหมาก่อสร้าง, ขนส่ง, ฯลฯ

    หากกิจการทำธุรกิจให้บริการ มีข้อดีคือ ผู้ประกอบการไม่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ, จุดรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อมีการชำระเงิน แต่ข้อเสียคือจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากรายได้ค่าบริการ

    หากกิจการทำธุรกิจขายสินค้า มีข้อดีคือ ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แต่จะต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ, จุดรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้ชำระเงินก็ตาม

     


"อายุความประเมิน การออกหมายเรียกตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมิน มีสิทธิตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี?"

กฏหมายบัญชี - กำหนดให้ต้องเก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 5 ปี

กฏหมายภาษี - กำหนดให้ต้องเก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ภายใต้เงื่อนไขต้องยื่นแบบทุกปี ทั้งนี้ไม่ว่าผู้เสียภาษีจะยื่นถูกหรือยื่นผิดก็ตาม โดยปกติเจ้าพนักงานมีสิทธิประเมินย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี (ไม่นับปีปัจจุบัน) เช่น ถ้าปัจจุบันปี 2548 ก็ย้อนหลังได้คือปี 46 - 47 เป็นต้น แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าหลีกเลี่ยงภาษี เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินขยายเวลาได้ถึง 5 ปี ฉะนั้นจึงควรเก็บเอกสารให้เกิน 5 ปี (ทำลายในปีที่หก) แต่ถ้าไม่เคยยื่นแบบเลย สรรพากรสามารถประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 10 ปี

 


"วางแผนเอกสารรายจ่าย ทำอย่างไรให้สรรพการยอมรับ?"

หลักของเจ้าพนักงานประเมิน

เวลาเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบเอกสารจะพิจารณาเอกสารโดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ

  1. ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงิน
  2. หลักฐานต้องเชื่อถือได้

ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะต้องมีหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีรายจ่ายต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อให้รายจ่ายที่กิจการบันทึกบัญชีไปสามารถถือเป็นรายจ่ายได้ และสรรพากรยอมรับ ก็จะประหยัดภาษีได้ทางหนึ่ง (เพราะไม่ต้องถูกประเมินย้อนหลัง)

เอกสารรายจ่ายหนึ่งชุด ควรประกอบด้วย

  1. ใบสำคัญจ่าย (Voucher)  กิจการควรทำขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการบันทึกบัญชี อ้างอิงค้นหา ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกบัญชี และที่สำคัญที่สุดเป็นเอกสารในการตรวจสอบและควบคุมภายใน ทำให้สรรพากรเชื่อได้ว่ากิจการมีระบบการจ่ายเงินที่น่าเชื่อถือ มีการตรวจสอบรายจ่าย และอนุมัติก่อนการจ่ายเงิน
  2. ใบเบิกเงิน   เป็นเอกสารควบคุมภายใน เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจ่ายเงินทุกครั้งมีการตรวจสอบ มีการอนุมัติ
  3. หลักฐานอื่นๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน,ใบส่งของ,ใบกำกับภาษี ฯลฯ ขึ้นอยู่กับธุรกิจ ทั้งนี้หลักฐานการจ่ายเงินที่สามารถลงเป็นรายจ่ายได้จะต้องปรากฏ
    • ชื่อที่อยู่ของผู้รับเงิน/ผู้ขาย
    • มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี, หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับบุคคลธรรมดา
    • มีชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อ/ผู้จ่ายเงิน
    • เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
       


"การนำใบกำกับภาษีซื้อมาใช้เหลื่อมเดือน มีหลักเกณฑ์นับจำนวนเดือนอย่างไร?"

การนำใบกำกับภาษีซื้อไปใช้ในเดือนอื่นซึ่งมิใช่เดือนที่ออกใบกำกับภาษี ได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในกรณ๊ที่มีเหตุจำเป็นโดยผ่อนผันให้นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากเดือนที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีได้ ให้เริ่มนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี เช่น ใบกำกับภาษีออกเมื่อเดือน ก.ค.46 มีสิทธินำใช้ภายใน 6 เดือน โดยให้นับเดือนส.ค. เป็นเดือนที่ 1 (ประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 4) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 76)

 


"จ่ายค่ารับรองอย่างไรไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม?"

ค่ารับรองสามารถถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ไม่ต้องห้าม หากเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดในกฏกระทรวง # 143 ดังนี้

  1. เป็นค่ารับรองตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และบุคคลที่ได้รับการรับรองต้องไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท/หจก. เว้นแต่ลูกจ้างมีหน้าที่เข้าร่วมการรับรองนั้น
  2. เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับค่ารับรอง เช่น อาหารเครื่องดื่ม ที่พัก ฯลฯ ถ้าให้เป็นสิ่งของ ต้องไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราวที่มีการรับรอง
  3. เป็นการจ่ายเพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่กิจการ
  4. นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่จ่าย แต่รวมกันไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินรายได้ หรือเงินทุนที่ได้ชำระแล้วแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
  5. ค่ารับรองนั้นต้องมีกรรมการ หรือผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้อนุมัติสั่งจ่ายค่ารับรอง และมีหลักฐานการจ่ายประกอบ

การวางแผนค่ารับรอง

  1. ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน
  2. ต้องระบุได้ว่ามีการพาบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยประโยชน์ต่อกิจการไปรับรองจริง เช่น ระบุชื่อ ที่อยู่ โทร.ติดต่อไว้ในใบเบิกเงิน หรือใบสำคัญจ่ายด้วย
  3. ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลภายนอกเกี่ยวข้องกับกิจการ หรือเอื้อประโยชน์ต่อกิจการ


"ตารางสรุปภาษีหัก ณ ที่จ่าย และกำหนดเวลาหักหนังสือรับรองให้ผู้รับ"

เมื่อไหร่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ

ถ้าเป็นเงินได้พึงประเมิน 40(1)(2) - ออกปีละครั้ง ภายใน 15 ก.พ. ของปีถัดไป
ถ้าเป็นเงินได้พึงประเมิน 40(3)-(8) - ต้องออกทันทีที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

ตารางสรุปแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย (PDF)
 

 

บริการจาก "การบัญชีดอทคอม"

"การบัญชีดอทคอม" มีบริการทางธุรกิจแก่ท่าน ทั้งบริการ รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนบริษัท-ธุรกิจทุกชนิด จัดทำเงินเดือน(Payroll)-ประกันสังคม บริการด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญโดยตรง หากท่านต้องการใช้บริการหรือปรึกษาข้อมูล กรุณาติดต่อที่ 02-3977201-2,02-7209755-6 ค่ะ

หน้าแรก l การบัญชี l การสอบบัญชี l ภาษี l กฎหมาย l ติดต่อเรา
บริการของเรา
: รับทำบัญชี l จดทะเบียนบริษัท l ตรวจสอบบัญชี l เครื่องหมายการค้า
l ตั๋วเครื่องบินราคาถูก l รวมเว็บ

 

Copyright@2004  WWW.KARNBUNCHEE.COM การบัญชีดอทคอม All rights reserved.
บทความและเนื้อหาใดๆ สงวนลิขสิทธิ์ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามผู้ใดคัดลอก
หรือนำไปกล่าวอ้าง เผยแพร่ ในเว็บไซท์หรือในที่อื่นใด โดยมิได้รับอนุญาต เป็น ลายลักษณ์อักษร

ลิงค์เพื่อนบ้าน :
บัตรเครดิต | เรียนต่อต่างประเทศ | จัดเลี้ยง-โต๊ะจีน | การบินไทย | ตั๋วเครื่องบินราคาถูก | จองตั๋วเครื่องบินราคาถูก
โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป | บ้านเดี่ยว-บ้านจัดสรร | สำนักงานบัญชี | สกินhi5 | วิเคราะห์บอล ราคาบอล