"เลือกรูปแบบองค์กรและประเภทธุรกิจอย่างไร
จึงจะมีประโยชน์สูงสุด?"
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการวางแผนภาษี
คือการเลือกประกอบธุรกิจอย่างไรดีจึงจะทำให้มีต้นทุนต่ำและกำไรสูง
และเหมาะสมกับสถานะภาพของกิจการ
- เลือกรูปแบบการประกอบธุรกิจ
ต้องเริ่มวางแผนตั้งแต่การจัดตั้งรูปแบบของการประกอบการ
ว่ามีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร
ดังนี้
- จัดตั้งในรูปบุคคลธรรมดา ได้แก่
บุคคลธรรมดา, ห้างหุ้นส่วนสามัญ,
คณะบุคคล
- จัดตั้งในรูปนิติบุคคล ได้แก่
บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน, หจก.,
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติฯ,
มูลนิธิสมาคม, กิจการร่วมค้า,
กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน(BOI),
กิจการ Holding Company เป็นต้น
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการเลือกรูปแบบองค์กร
| 1. |
เงินลงทุน |
มีเงินทุนจำกัด |
ระดมทุนได้มากขึ้น |
ระดมทุนได้ง่ายและมาก |
| 2. |
การบริหารงาน |
มีอำนาจเต็มที่ |
ต้องปรึกษากับหุ้นส่วน |
บริหารโดยคณะกรรมการบริษัท |
| 3. |
ความรับผิดในหนี้สิน |
เต็มจำนวน |
เต็มจำนวน/จำกัด |
เฉพาะมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ |
| 4. |
ผลกำไรขาดทุน |
ไม่ต้องแบ่งใคร |
เฉลี่ยให้ผู้เป็นหุ้นส่วน |
จ่ายเป็นเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่ถือ |
| 5. |
ภาษีเงินได้ |
ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37% |
ตามอัตราก้าวหน้า สูงถึง 37%
ถ้าจดเป็นนิติฯ จะเสีย 15%-30%
กรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี |
อัตราร้อยละ
30 ของกำไรสุทธิ (SME
เสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า
15%-30%)
ในกรณีขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี |
| 6. |
ความน่าเชื่อถือ |
น้อย |
ปานกลาง |
มาก |
- เลือกประเภทธุรกิจ เพราะประเภทธุรกิจมีผลต่อการจัดทำบัญชี
และเสียภาษีต่างกัน อาทิเช่น
- ประเภทธุรกิจขายสินค้า ได้แก่
ธุรกิจผลิตสินค้า, ซื้อมาขายไป,
นำเข้าส่งออก, เช่าซื้อผ่อนชำระ,
อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
- ประเภทธุรกิจบริการ
ได้แก่ ธุรกิจภัตตาคาร, โรงแรม,
รับจ้างทำของ, ซ่อมแซม,
รับเหมาก่อสร้าง, ขนส่ง, ฯลฯ
หากกิจการทำธุรกิจให้บริการ
มีข้อดีคือ
ผู้ประกอบการไม่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ,
จุดรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดเมื่อมีการชำระเงิน
แต่ข้อเสียคือจะต้องถูกหักภาษี ณ
ที่จ่าย 3% จากรายได้ค่าบริการ
หากกิจการทำธุรกิจขายสินค้า
มีข้อดีคือ ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ
ที่จ่าย 3%
แต่จะต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ,
จุดรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้า
แม้จะยังไม่ได้ชำระเงินก็ตาม

"อายุความประเมิน
การออกหมายเรียกตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมิน
มีสิทธิตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี?"
กฏหมายบัญชี
- กำหนดให้ต้องเก็บเอกสารไม่น้อยกว่า
5 ปี
กฏหมายภาษี
- กำหนดให้ต้องเก็บเอกสารไม่น้อยกว่า
5 ปี
แต่ภายใต้เงื่อนไขต้องยื่นแบบทุกปี
ทั้งนี้ไม่ว่าผู้เสียภาษีจะยื่นถูกหรือยื่นผิดก็ตาม
โดยปกติเจ้าพนักงานมีสิทธิประเมินย้อนหลังไม่เกิน
2 ปี (ไม่นับปีปัจจุบัน) เช่น
ถ้าปัจจุบันปี 2548
ก็ย้อนหลังได้คือปี 46 - 47 เป็นต้น
แต่ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าหลีกเลี่ยงภาษี
เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินขยายเวลาได้ถึง
5 ปี ฉะนั้นจึงควรเก็บเอกสารให้เกิน 5
ปี (ทำลายในปีที่หก)
แต่ถ้าไม่เคยยื่นแบบเลย
สรรพากรสามารถประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน
10 ปี

"วางแผนเอกสารรายจ่าย
ทำอย่างไรให้สรรพการยอมรับ?"
หลักของเจ้าพนักงานประเมิน
เวลาเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบเอกสารจะพิจารณาเอกสารโดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ
- ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงิน
- หลักฐานต้องเชื่อถือได้
ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะต้องมีหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีรายจ่ายต่างๆ
ให้ครบถ้วน
เพื่อให้รายจ่ายที่กิจการบันทึกบัญชีไปสามารถถือเป็นรายจ่ายได้
และสรรพากรยอมรับ
ก็จะประหยัดภาษีได้ทางหนึ่ง
(เพราะไม่ต้องถูกประเมินย้อนหลัง)
เอกสารรายจ่ายหนึ่งชุด ควรประกอบด้วย
- ใบสำคัญจ่าย (Voucher)
กิจการควรทำขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการบันทึกบัญชี
อ้างอิงค้นหา
ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกบัญชี
และที่สำคัญที่สุดเป็นเอกสารในการตรวจสอบและควบคุมภายใน
ทำให้สรรพากรเชื่อได้ว่ากิจการมีระบบการจ่ายเงินที่น่าเชื่อถือ
มีการตรวจสอบรายจ่าย
และอนุมัติก่อนการจ่ายเงิน
- ใบเบิกเงิน เป็นเอกสารควบคุมภายใน
เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจ่ายเงินทุกครั้งมีการตรวจสอบ
มีการอนุมัติ
- หลักฐานอื่นๆ เช่น
ใบเสร็จรับเงิน,ใบส่งของ,ใบกำกับภาษี
ฯลฯ ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
ทั้งนี้หลักฐานการจ่ายเงินที่สามารถลงเป็นรายจ่ายได้จะต้องปรากฏ
- ชื่อที่อยู่ของผู้รับเงิน/ผู้ขาย
- มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี,
หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับบุคคลธรรมดา
- มีชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อ/ผู้จ่ายเงิน
- เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
"การนำใบกำกับภาษีซื้อมาใช้เหลื่อมเดือน
มีหลักเกณฑ์นับจำนวนเดือนอย่างไร?"
การนำใบกำกับภาษีซื้อไปใช้ในเดือนอื่นซึ่งมิใช่เดือนที่ออกใบกำกับภาษี
ได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดไว้ในกรณ๊ที่มีเหตุจำเป็นโดยผ่อนผันให้นำไปหักในเดือนภาษีหลังจากเดือนที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีได้
ให้เริ่มนับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี
เช่น ใบกำกับภาษีออกเมื่อเดือน ก.ค.46
มีสิทธินำใช้ภายใน 6 เดือน
โดยให้นับเดือนส.ค. เป็นเดือนที่ 1
(ประกาศอธิบดีฯ
เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 4)
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่
76)

"จ่ายค่ารับรองอย่างไรไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม?"
ค่ารับรองสามารถถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ไม่ต้องห้าม
หากเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดในกฏกระทรวง #
143 ดังนี้
- เป็นค่ารับรองตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป
และบุคคลที่ได้รับการรับรองต้องไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท/หจก.
เว้นแต่ลูกจ้างมีหน้าที่เข้าร่วมการรับรองนั้น
- เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับค่ารับรอง
เช่น อาหารเครื่องดื่ม ที่พัก ฯลฯ
ถ้าให้เป็นสิ่งของ ต้องไม่เกินคนละ
2,000 บาทในแต่ละคราวที่มีการรับรอง
- เป็นการจ่ายเพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่กิจการ
- นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่จ่าย
แต่รวมกันไม่เกินร้อยละ 0.3
ของจำนวนเงินรายได้
หรือเงินทุนที่ได้ชำระแล้วแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า
ทั้งนี้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
- ค่ารับรองนั้นต้องมีกรรมการ
หรือผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการ
หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้อนุมัติสั่งจ่ายค่ารับรอง
และมีหลักฐานการจ่ายประกอบ
การวางแผนค่ารับรอง
- ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงิน เช่น
ใบเสร็จรับเงิน
- ต้องระบุได้ว่ามีการพาบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยประโยชน์ต่อกิจการไปรับรองจริง
เช่น ระบุชื่อ ที่อยู่
โทร.ติดต่อไว้ในใบเบิกเงิน
หรือใบสำคัญจ่ายด้วย
- ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคคลภายนอกเกี่ยวข้องกับกิจการ
หรือเอื้อประโยชน์ต่อกิจการ

"ตารางสรุปภาษีหัก ณ ที่จ่าย
และกำหนดเวลาหักหนังสือรับรองให้ผู้รับ"
เมื่อไหร่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี
ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ
ถ้าเป็นเงินได้พึงประเมิน 40(1)(2) -
ออกปีละครั้ง ภายใน 15 ก.พ.
ของปีถัดไป
ถ้าเป็นเงินได้พึงประเมิน 40(3)-(8) -
ต้องออกทันทีที่หักภาษี ณ ที่จ่าย
ตารางสรุปแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย
(PDF)

|