TOPIC
ถ้าซื้อของมาแล้วผู้ขาย/ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานให้
ต้องทำอย่างไร
การออกใบแทนใบกำกับภาษี
ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้
หลักเกณฑ์การยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม
แล้วออกฉบับใหม่ ต้องทำอย่างไร
ขั้นตอนปฏิบัติการทำลายสินค้าเสื่อมชำรุด
เสื่อมคุณภาพ ล้าสมัย เพื่อตัดออกจากบัญชี
การเสียภาษีกรณีส่งสินค้าออกไปเป็นตัวอย่าง
"ถ้าซื้อของมาแล้วผู้ขาย/ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานให้
ต้องทำอย่างไร?"
โดยทั่วไปแล้ว
เอกสารที่มีหลักฐานการจ่ายเงินสมบูรณ์ถูกต้อง
เป็นไปตามกฏหมาย และสรรพากรยอมรับ
เอกสารรายจ่ายนั้นควรจะมีข้อความ ดังนี้
- ชื่อที่อยู่ของผู้รับเงิน/ผู้ขาย
- มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี,
หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับบุคคลธรรมดา
- มีชื่อที่อยู่ของผู้ซื้อ/ผู้จ่ายเงิน
- มีรายละเอียดสินค้า/บริการ
จำนวนเงิน
- เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
แต่ก็มีบ้างที่เมื่อเวลาไปซื้อของหรือจ่ายเงินแล้ว
ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานให้
มีข้อหารือสรรพากรกำหนดกรอบไว้ให้ผู้ประกอบการมีทางเลือก
ดังนี้
- ทำใบรับเงิน ระบุชื่อ
ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้รับ
วันเดือนปีที่จ่าย
รายการที่จ่ายเงินว่าจ่ายเป็นค่าอะไร
จำนวนเงิน และลายเซ็นผู้รับเงิน
- แนบสำเนาบัตรประชาชน
- แนบหลักฐานการจ่ายชำระอื่นๆ ประกอบ เช่น
สำเนาเช็ค สำเนาใบ pay-in slip
- กรณีต้องมีภาษีหัก ณ
ที่จ่ายที่ต้องหัก
ก็แนบสำเนาการหักภาษีประกอบด้วย
เรื่องของหลักฐานรายจ่ายมักจะถูกประเมินภาษีค่อนข้างบ่อย
เช่น
ใบเสร็จรับเงินไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ(หรือเขียนสด),
เป็นบิลเงินสด(ไม่ระบุชื่อผู้ขาย),
ไม่มีหลักฐานการซื้อสินค้ามาแสดง
ดังนั้นบริษัทต้องเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่ลงบัญชีถูกต้อง
ออกบิลสมบูรณ์ หรือทำตามหลักข้อหารือสรรพากร
ก็จะทำให้หลุดรอดปลอดภัยจากบ่วงภาษีได้

"การออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้"
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้จัดทำใบกำกับภาษี
หรือใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้แล้ว
ต่อมาหากได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษี
ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้สูญหาย ถูกทำลาย
หรือชำรุดในสาระสำคัญ
ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกใบแทนใบกำกับภาษี
ใบแทนใบเพิ่มหนี้
หรือใบแทนใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น
โดยดำเนินการดังนี้
- ถ่ายสำเนาใบกำกับภาษี
สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้
และให้บันทึกรายการดังนี้ลงในภาพถ่ายหรือด้านหลังของภาพถ่ายดังกล่าว
- ใบแทนออกให้ครั้งที่
- วัน เดือน ปี
ที่ออกใบแทน
- คำอธิบายย่อ ๆ
ถึงสาเหตุที่ออกใบแทน
- ลงลายมือชื่อของผู้ออกใบแทน
- ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งออกใบแทนตาม 1.
บันทึกรายการตาม (1) - (4)
ไว้ด้านหลังสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้
หรือสำเนาใบลดหนี้ด้วย
- ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่
หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทน
โดยระบุชื่อผู้ซื้อ เลขที่/เล่มที่
วันที่ของใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้
หรือใบลดหนี้ที่ได้มีการออกใบแทน

"หลักเกณฑ์การยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม
แล้วออกฉบับใหม่ ต้องทำอย่างไร"
กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้จัดทำใบกำกับภาษีที่มีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ถูกต้องครบถ้วน
เมื่อได้รับการร้องขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิมและจัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ที่ถูกต้อง
ให้ดำเนินการดังนี้
- เรียกคืนใบกำกับภาษีฉบับเดิมและนำมาประทับตราว่า
"ยกเลิก"
หรือขีดฆ่าแล้วเก็บรวบรวมไว้กับสำเนาใบกำกับภาษีฉบับเดิม
- จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ซึ่งเป็นเลขที่ใหม่
แต่จะต้องลงวัน เดือน ปี ให้ตรงกับ วัน เดือน
ปี ตามใบกำกับภาษีฉบับเดิม และ
- หมายเหตุไว้ในใบกำกับภาษีฉบับใหม่ว่า
"เป็นการยกเลิกและออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเลขที่
เล่มที่
."
และหมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายของเดือนภาษีที่จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ด้วย
- ผู้ประกอบการที่ขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม
และออกฉบับใหม่
ต้องถ่ายเอกสารใบกำกับภาษีฉบับเดิม
(ฉบับที่ขอยกเลิก) ติดเรื่องไว้
และส่งมอบใบกำกับภาษีฉบับที่ขอยกเลิกคืนให้ผู้ออกใบกำกับภาษีนำไปรวมกับสำเนาไว้เป็นหลักฐาน
- ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่
หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนด้วย

"ขั้นตอนปฏิบัติการทำลายสินค้าเสื่อมชำรุด
เสื่อมคุณภาพ ล้าสมัย เพื่อตัดออกจากบัญชี"
หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการทำลายสินค้าชำรุด
เสื่อมสภาพ หรือล้าสมัย
เพื่อตัดออกจาบัญชีสินค้าคงเหลือนั้น
กรมสรรพากรได้วางหลักเกณฑ์การปฏิบัติไว้ดังนี้
- ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะทำลายสินค้า
และตัดออกจากบัญชี
จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้ทำลายสินค้าแล้ว
โดยต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามวิธีปฏิบัติทางการค้าอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
และให้ผู้ประกอบการแจ้งการทำลายสินค้าคงเหลือให้กรมสรรพากรทราบล่วงหน้าเป็นเวลา
30 วันก่อนวันทำลาย
ซึ่งกรมสรรพากรอาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี
และให้ผู้ประกอบการเชิญผู้สอบบัญชีของตนมาดูเพื่อเป็นพยานในการทำลาย
พร้อมทั้งให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร
แนบงบดุลไว้ด้วย
- เมื่อได้มีการทำลายสินค้าโดยปฏิบัติให้เป็นไปตามวิธีปฏิบัติทางการค้าอันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
และตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดแล้ว
ไม่ถือว่าเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินค้า
จึงไม่ถือว่าเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 71/1
(8) แห่งประมวลรัษฏากร
จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าสินค้าที่ได้ทำลายและตัดออกจากบัญชีสินค้าคงเหลือ
(หนังสือกรมสรรพากรที่ กค0811/08730 ลงวันที่
17 มิถุนายน 2541)

"การเสียภาษีกรณีส่งสินค้าออกไปเป็นตัวอย่าง"
- กรณีบริษัทส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่าเพื่อส่งเสริมการขายของบริษัท
ไม่ว่าลูกค้าดังกล่าวจะเป็นลูกค้าในประเทศ
หรือต่างประเทศ
ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าในประเทศ
บริษัทไม่ต้องนำมูลค่าของสินค้าที่ส่งไปเป็นตัวอย่างมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา
65 แห่งประมวลรัษฎากร
แต่บริษัทมีสิทธินำมูลค่าของสินค้าตัวอย่างตามราคาต้นทุนไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้
ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)
แห่งประมวลรัษฏากร
- การส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ
ถือเป็นการขายโดยการส่งออกตามมาตรา 77/1 (8)
และ (14) แห่งประมวลรัษฏากร
ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ
0 ตามมาตรา 80/1
ดังนั้นบริษัทต้องนำไปรวมเป็นยอดขายโดยการส่งออกในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
(หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/7715 ลงวันที่
21 ธันวาคม 2543)

|